Northern Region / ภาคเหนือ
Discontinuous Supplementary Weft | จก
Discontinuous Supplementary Weft or known in Thai as ‘Jok’ is a technique for making patterns on the fabric by adding a special weft thread into intermittent intervals throughout the width of the fabric, using wood, hedgehog feathers, fingers to lift up the thread, then insert a special weft thread into it.
Jok technique can be found using both cotton and silk or a combination of both. Weaving Jok textile is complicated and requires a lot of patience and delicacy. Common patterns appears in Jok textile can be categorized:
1. Religious symbols and mythical animals from the religious stories such as nagas, swans, lanterns etc.
2. Animals and human representations such as horses, roosters, elephants, snakes, fishes etc.
3. Local plants such as moon flowers, ferns etc.
4. Everyday objects and events such as keys, fishing hooks, columns etc.
Jok textile is very popular among the Thai Lao, Thai Yuan and Tai Yon descents. They tend to weave a narrow panel of Jok textile to connect to the foot of the sarong or the feet of the sarong commonly known as “Sin Tin Jok”. This textile tradition has a history of at least 200 years. Well-known Sin Teen Jok are from Mae Chaem in Chiang Mai Province and Muang Long in Phrae Province.
Sin Teen Jok cloth is commonly used to wear in important religious ceremonies such as Poi Luang, Buddhist Holy Day, Buddhist Lent Day, Tang Kui Salak or New Year. All Mae Chaem women from Chiangmai will keep Sin Tin Jok for "Tan" or give to their offspring to make merit when they pass. It is also commonly given to respected mother-in-law or elders, especially on Songkran day or the Thai New Year.
จก (Discontinuous Supplementary Weft) เป็นเทคนิคการทำลวดลายบนผืนผ้าด้วยวิธีการเพิ่มเส้นด้ายพุ่งพิเศษเข้าไปเป็นช่วงๆไม่ติดต่อกันตลอดหน้ากว้างของผ้า ทำโดยใช้ไม้หรือขนเม่น หรือนิ้วมือยกหรือจกด้ายเส้นยืนขึ้น แล้วสอดใส่ด้ายเส้นพุ่งพิเศษเข้าไป
ผ้าจกมีทั้งชนิดที่ทอด้วยฝ้ายและทอด้วยไหม บางแห่งก็ทอทั้งฝ้ายและไหมผสมกัน เช่น ใช้ด้ายเส้นยืนเป็นฝ้ายแล้วใช้เส้นพุ่งเป็นไหม และในแต่ละแถวจะใช้ฝ้ายหรือไหม ต่างสีมาจกแทนสีพื้น เพื่อให้เกิดลวดลายสีสัน ดอกดวงต่างๆ ตามที่กำหนดไว้ในลาย
ผ้าจกจะสามารถสอดสีภายในแถวแต่ละแถวได้อย่างอิสระตามต้องการ จึงทำให้ลายจกมีสีสันสวยงามแพรวพราวและใช้เวลาการทอนานในการเปลี่ยนเส้นสีต่างๆ ในแต่ละแถวแต่ละลาย การทอผ้าจกจึงมีความยุ่งยากและใช้ความอดทนในการทอมาก
ผ้าจกมักมีลักษณะเด่นในการสร้างผลงานของช่างผู้ทอ ขณะเดียวกันก็ไม่ละทิ้งลายดั้งเดิม ซึ่งสามารถจัดแบ่งผ้าจกตามลักษณะลวดลาย ดังนี้ :
1. ลวดลายอุดมคติ เป็นลวดลายที่สะท้อนความเชื่อในศาสนาออกมาเป็นรูปสัญลักษณ์อันเกี่ยวเนื่องกับศาสนา พบลวดลายลักษณะนี้ในซิ่นตีนจกเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ รูปโคม ขัน น้ำต้น นาค หงส์สะเปา ที่ประกอบขึ้นเป็นซิ่นตีนจก
2. ลวดลายคนและสัตว์ ส่วนใหญ่พบในผ้าหลบสะลี (ผ้าปูที่นอน) ผ้าป้าด ได้แก่ รูปม้า ช้าง ไก่ ลา ลายเขี้ยวหมา ลายงูเตว ตาง ลายฟันปลา และลายคน ในหน้าหมอนได้แก่ รูปปู กบ เป็นต้น
3. ลวดลายพรรณพฤกษา พบในหน้าหมอนเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ ลายดอกจันทร์ กุดผักแว่น เป็นต้น
4. ลวดลายเปรียบเทียบสิ่งของใกล้ตัว เช่น ลายกุดตาแสง กุดพ่อเฮือนเมา กุดกระแจ กุดขอเบ็ด กุดสามเสา พบลวดลายเหล่านี้ในหน้าหมอน
ผ้าจกนิยมทอกันมากในกลุ่มเชื้อสายไทลาว ไทยวน และไทโยนก นิยมทอผ้าหน้าแคบเพื่อนำไปต่อเชิงผ้าซิ่นหรือตีนซิ่น ดังนั้นซิ่นที่ต่อตีนด้วยผ้าจกจึงเรียกว่า ซิ่นตีนจก ซิ่นตีนจกเป็นศิลปะสิ่งทอที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานไม่ต่ำกว่า 200 ปี ซิ่นตีนจกที่มีความโดดเด่นและเป็นที่รู้จักได้แก่ ซิ่นตีนจกแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่และ ซิ่นตีนจกเมืองลอง จังหวัดแพร่
ผ้าซิ่นตีนจกนิยมใช้นุ่งในงานพิธีสำคัญทางศาสนา เช่น งานปอยหลวง วันศีล วันพระ เข้าพรรษา ออกพรรษา ตานก๋วยสลาก หรือปีใหม่ สตรีแม่แจ่มทุกคนจะเก็บรักษาซิ่นตีนจกไว้สำหรับ “ตาน” หรือให้ลูกหลานทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ตนเองเมื่อสิ้นอายุขัยแล้ว นอกจากนี้ยังเป็นของสำคัญที่ลูกสะใภ้ นิยมใช้เป็นของไหว้แม่สามีหรือผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ โดยเฉพาะในวันสงกรานต์ หรือปีใหม่ที่มีประเพณีการรดน้ำดำหัว